สวัสดีค่ะ เนื่องจากกำลังจะเรียนจบก็เลยได้ฤกษ์เที่ยวกับเขาบ้างซะทีหลังจากหลังขดหลังแข็งปั่นงานจนเสร็จ น้องๆ ที่น่ารักชวนไปเที่ยว Brighton ก็เลยเก็บภาพมาฝากซะเลยค่ะ
 
Brighton เป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ของเกาะอังกฤษเลยค่ะ นั่งรถไฟจากลอนดอนแบบจอด 2-3 ป้ายประมาณ 40 นาทีเท่านั้นเอง ได้ยินจากน้องที่ไปด้วยกันว่าอาจารย์ที่ภาควิชาซื้อบ้านที่ Brighton เลยต้องนั่งรถไฟไปกลับทุกวัน (ซึ่งก็ทำได้สบายๆ) เทียบกับนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯก็จัดว่าไม่นานเลยค่ะ
 
ทัวร์นี้เริ่มต้นด้วยน้องๆ จัดการจองตั๋วแบบ group of four คือซื้อที่ละ 4 คนต้องไปด้วยกันตลอดนะคะ แยกกันขึ้นคนละขบวนไม่ได้ค่ะ ราคาจะถูกกว่าซื้อที่เดียว (ตกคนละประมาณ 10 ปอนด์ไปกลับ) ซื้อ online เรียบร้อยก็ไปที่สถานีเพื่อรับตั๋วที่นั่นได้ค่ะ รถไฟที่ผ่าน Brighton คือสาย Southern East ซึ่งจะเริ่มต้นสายที่ London Bridge แวะที่ Clapham Junction กับอีกที่นึง (จำไม่ได้) แล้วก็ปลายทาง Brighton เลยค่ะ เลือกมาขึ้นที่ Clapham Junction เพราะอยู่นอกโซน 1...ประหยัดค่าเดินทางไปสถานีค่ะ แต่ข้อเสียคือที่นั่งมันจะไม่ค่อยเหลือแบบหลายๆ ที่ ถ้าไปเป็นหมู่คณะอาจจะต้องนั่งแยกกัน
 
 
 
ไปถึงปุ๊บก็เอา code ที่ได้รับจากการจองตั๋ว online ไปที่ตู้ขายตั๋วอัตโตมัติแบบนี้นะคะ เสร็จแล้วก็จัดแจงใส่ code ที่เราได้รับ ตู้ก็จะให้ตั๋วมา 8 ใบคือเที่ยวไป เที่ยวกลับของ 4 คนค่ะ
 
 
หน้าตาตั๋วก็ประมาณนี้ค่ะ อันนี้เป็นตั๋วเที่ยวกลับเพราะเที่ยวไปโดนดูดเข้าช่องเก็บตั๋วไปซะแย้ว ส่วนข้างหลังสีรุ้งสดใสคือซองใส่ oysterที่ได้รับแจกมาจากสถานีtube ค่ะ (น้องๆ บอกว่าเห็นแล้วนึกว่าพี่ซื้อซองใส่ตั๋วของ Paul Smith มา)
 
 
เมื่อได้รับตั๋วแล้วเราก็ไปนั่งรอรถไฟตาม platform หรือชานชาลาที่เขาบอกไว้บนกระดานไฟฟ้าบนเพดานที่สถานีนะคะ รถไฟประเทศนี้ไม่มีหวานเย็นค่ะ ตรงเวลาเลยทีเดียว ขบวนที่จะไปเป็นเที่ยว 10.10 น.ก็เลยเดินโต๋เต๋รอกันแถวๆ นั้นก่อนค่ะ วันนี้คนเยอะเพราะเป็นวันก่อนหยุดยาว Bank Holiday ในวันจันทร์แถมเป็นวันอากาศดีซะด้วย คนเลยออกมากันใหญ่ค่ะ 
 
 
ออกเดินทางด้วยความตื่นเต้น เห็นทุ่งหญ้ากว้างๆ ริมทางเราก็กรี๊ดกร๊าด แต่คุณป้าที่นั่งอยู่ก่อนบอกว่าไอ้พวกนี้น่ะน้ำจิ้มค่ะหลานๆ  Brighton  สุดยอดกว่านี้เยอะ
 
แล้วก็เป็นอย่างที่คุณป้าบอกค่ะ แค่รถไฟเข้ามาในเขตไบรท์ตัน เราก็ตกใจจนอ้าปากค้างเพราะมองลงไปเห็นหุบเขาลาดลงทะเลและมีบ้านเรียงเป็นทิว! โห...สวยมาก!! ท้องฟ้าสวยใสแตกต่างจากลอนดอนที่มองไม่ค่อยเห็นท้องฟ้าค่ะ! 
 
 
ข้างบนนี่ถ่ายตอนออกจากสถานีรถไฟค่ะ เป็นทางขึ้นเนินที่ชันสุดๆ แต่ก็สวยมากๆ เพราะมองเห็นถนนและบ้านที่ปลูกเล่นระดับชัดเจนเลยค่ะ
 
 
เหล่าพลพรรคก็เดินตามคนหมู่มากไปทางถนน Queen  เห็นทะเลอยู่ข้างหน้ารำไร โอ้...มันมีแดด! ตัวเองต้องหลบแดดพัลวันแต่ฝรั่งเนี่ยตากแดดกันใหญ่ค่ะ แม้ว่าแดดจะดีแต่ไม่มีคนใส่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนในเมืองนะคะ ไม่ใช่เขากลัวไม่สุภาพ แต่เพราะลมทะเลมันเย็นมากค่ะ ใครใส่น้อยชิ้นมาคงได้หนาวตายกันมั่ง คนไทยขี้หนาวต้องพกแจ็คเก็ตไปด้วยนะคะ
 
 
ระหว่างเดินไป Royal Pavillion ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของแก็งเราก็ผ่านอาคารหัวเสา Doric สวยแจ่มเข้าค่ะ (อารมณ์เป็นประมาณ Spiritual hall ซักอย่าง) จำได้ว่าสมัยเรียนประวัติศาสตร์อาจารย์เล่าว่าเสาพวกนี้ต้องสร้างด้วยสัดส่วนความสูงกับเส้นผ่านศูนย์กลางที่เหมาะสมถึงจะสวย พวกเสาโรมันในไทยส่วนใหญ่ไม่คำนึงถึงจุดนี้กันค่ะ สร้างต้นเล็กๆ แต่สูงชะลูดมันก็เลยดูแล้วไม่สง่างาม แต่ที่นี่สร้างด้วยสัดส่วนแบบพาเธนอนค่ะ งามเชียะ แบบนี้เลย
 
 
เห็นยอดแหลมๆ เหมือนทัชมาฮาลมาแต่ไกลค่ะ แต่สิ่งที่โดดเด่นของ Royal Pavillion ตั้งแต่ตอนแรกเข้าคือ "สวน" ค่ะ สวนของที่นี่อลังการมากๆ
 
 
ผู้คนมานั่งอาบแดดกันเพียบค่ะ เก้าอี้ที่ใช้เป็นเก้าอี้ชายหาดเลยนะคะแม้ว่าจะยังไม่ถึงหาดก็ตาม ที่จริง Brighton เป็นเมืองตากอากาศยอดฮิตมาตั้งนานแล้วค่ะเพราะมีรถไฟวิ่งจากลอนดอนมาถึงตั้งแต่ประมาณปี 1814 เรียกว่าขุนน้ำขุนนางต้องมาพักผ่อนกันที่นี่เลยค่ะ แต่ก่อนที่จะมีรถไฟ ประมาณปี 1786 ปรินซ์รีเจนท์ (ว่าที่คิงจอร์จที่ 4)  ก็มาเช่าบ้านที่นี่ (เดิมเป็นแค่ farmhouse หรือบ้านไร่ชายทุ่ง) เพราะจะได้จู๋จี๋ลับๆ กับคุณนาย Fitzherbert หญิงม่ายที่เขาเลิฟๆ ได้สะดวกเพราะไบรท์ตันเป็นสถานที่ห่างไกลจากผู้คนค่ะ ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่มีใครรู้ว่าก้าวหน้าถึงไหนแต่เขาก็ซุบซิบว่าปรินซ์อยากแต่งงานกับเธอมากแต่แต่งไม่ได้เพราะเธอนับถือแคโธลิกค่ะ (ห้ามแต่งงานใหม่?)
 
พอปี 1803 ปรินซ์ก็อยากขยายบ้านให้ใหญ่ขึ้น เลยซื้อที่รอบๆ มาเพิ่มและให้วิลเลียม พอร์เดนออกแบบให้โอ่อ่าขึ้น ต่อมาในปี 1815-1822 ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษชื่อคุณจอห์น แนช (ที่อังกฤษเขาให้เกียรติอาชีพนักออกแบบมากเลยนะคะ พวกก็อปงานจะโดนดูถูกเลยล่ะค่ะ) ก็ออกแบบพาวิลเลี่ยนใหม่อีกครั้งค่ะให้กลายเป็นเหมือนที่เห็นทุกวันนี้ นี่คือ Royal Pavillion ค่ะ
 
 
  เอิ่ม...ไม่ใช่ทัชมาฮาลนะคะ ความน่าทึ่งคือสถาปัตยกรรมภายนอกดู "อินเดีย" มากเลยค่ะ เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Mughal นะคะคือมียอดโดมใหญ่และล้อมด้วยหอคอย 4 ต้น สถาปัตยกรรมแบบนี้ฮิตในเปอร์เซียช่วงศตวรรษที่ 17-18 นี่ล่ะค่ะ แต่เมื่อเราถูกหลอกด้วยความเป็นอินเดียจ๋าภายนอก การตกแต่งข้างในนี่คนละเรื่องเลยค่ะ
 
ก่อนเข้าไปก็จะมี Museum Art Gallery ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันค่ะ อันนี้ไม่ได้เข้าไปดูค่ะเพราะไปกับสหายหลายคนซึ่งคงไม่เลิฟศิลปะแบบเรา ถ้าไปคนเดียวคงไม่พลาดแน่ๆ (ชอบนี่นา)
 
 
ข้างล่างนี่น่าจะเป็นมุมไหนซักมุม (ลืมค่ะ)
 
 
แหะๆๆ เข้าไม่ให้ถ่ายด้านใน ก็เอาภาพด้านนอกมาฝากแทนแล้วกันนะคะ ภาพภายในเดี๋ยวเอาของคนอื่นมาให้ดูแทน
 
ควีนวิคตอเรียสมัยที่เคยอยู่ที่นี่ให้คำจำกัดความประมาณว่า "ยิ่งใหญ่ จี๊นจีน อู้ฟู่" อะไรทำนองเนี้ยค่ะ เพราะภายในมีบรรดาห้องจัดเลี้ยงที่ตกแต่งด้วยสไตล์ "จีนวิจิตร!" (อันนี้คิดชื่อเอง) คือคิงจอร์จที่ 4 ไม่เคยไปเมืองจีนค่ะ แต่ยุคนั้นการค้าทางทะเลเฟื่องฟู ศิลปะแบบจีนญี่ปุ่นฮิตกันในหมู่คนชั้นสูงค่ะ คิงจอร์จที่ 4 เลยจัดการให้ตกแต่งด้วนสไตล์แบบจีนที่เห็นจากภาพวาดสมัยก่อน (ที่มังกรหน้าตาฝรั่งๆ) ออกมาประมาณนี้ค่ะ อันนี้เอาภาพชาวบ้านมานะคะเพราะเขาห้ามถ่่ายภาพ
 
  (ภาพจาก  latest7.co.uk)
ห้องแรกที่จะได้เห็นตอนเข้าไปคือ  The Long Gallery สีชมพูด้นบนค่ะ สังเกตภาพบนผนังนะคะ นั่นคือลายที่พยายามจะวาดเลียนแบบ "ต้นไผ่" ค่ะ ความที่คนวาดเองก็คงไม่เคยเห็นต้นไผ่จริงๆ มาก่อน ไผ่ที่นี่เลยกลายเป็นไม้เลื้อยอย่างที่เห็นนะคะ ไม่มีปล้องอีกตะหาก ฮาค่ะฮา สุดปลายทางนู้นเห็นบันไดสองซีกใช่ไหมคะ ราวบันไดก็ใช้ไม้ธรรมดาเอามาแกะและวาดลายให้เหมือนทำจากไม้ไผ่ค่ะ เก้าอี้ที่วางอยู่ด้านขวาของเราก็เหมือนกัน มีความพยายามอย่างสูงจริงๆ ค่ะ
 
ลองแกลเลอรี่เขาใช้ไว้ให้ขุนน้ำขุนนางมาสนทนาพูดคุย ร้องรำทำเพลง ไม่ก็จั่วไพ่กันนะคะ (สมัยนั้นกีฬาบัตรถือเป็นเกมยอดฮิตในหมู่ขุนนางด้วยค่ะ) ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นห้องแนวยาวแบบนี้ก็เลยถือเป็นจุดเด่นของลองแกลเลอรี่ (เดาว่าที่จริงมันคือทางเดินเชื่อมระหว่างห้องต่างๆ เท่านั้นล่ะค่ะแต่จะทำเป็นทางเดินเฉยๆ ก็เสียพื้นที่เลยแต่งเป็นห้องซะเลย)
 
ห้องต่อมาคือไฮไลท์ที่ตกแต่งหรูสุดเลยค่ะ "The Banqueting Room" หรือแปลเป็นไทยว่า "ห้องจัดเลี้ยงอู้ฟู่" ห้องนี้ออกแบบเจ๋งมากค่ะ! ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้สำหรับเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อของคิงมันก็เลยต้องอู้ฟู่ให้สมฐานะหน่อย ภาพนี้มีขายเป็นโปสการ์ดด้วยนะคะ ลองดูกว้างๆ ก่อนค่ะ ด้านบนคือยอดโดมโค้งที่มีเหมือนใบกล้วยออกมาเป็นแฉกรัศมีค่ะ (คงกะให้รู้สึกเหมือนยืนใต้ต้นกล้วย อารมณ์เอเชียดี) ยูนีคมาก
 
  (ภาพจาก home.clara.net)
 
 ขยายแชนเดอเลียร์ให้ดูชัดๆ ค่ะ (ไม่ชัดอยู่ดี) คือสมัยนั้นไม่มีไฟฟ้านะคะ ห้องใหญ่โตขนาดนี้ก็เลยต้องมีแชนเดอเลียเพียบอย่างที่เห็น และแชนเดอเลียกลางก็ทำให้ทุกคนที่เดินเข้ามาอ้าปากค้างค่ะ! แชนเดอเลียนี้สูง 9 เมตรและหนัก 1 ตันค่ะ! แม่เจ้า... เขาทำเป็นรูปมังกรเงยหน้ากางปีกคาบบัวแก้วอยู่นะคะ มังกรหน้าก็ฝรั่งหน่อยน่ะค่ะ
 
 
ทำไมต้องคาบบัวแก้ว? ก็เพราะเวลาจุดตะเกียงด้วยน้ำมันในบัวแก้ว ไฟจะลุกอยู่ด้านบนปากมังกรเหมือนกำลังพ่นไฟออกมาค่ะ คนออกแบบแจ่มมากจริงๆ
 
มาดูรายละเอียดซักนิดนะคะ ภาพใหญ่เกินเลยตัดแบ่งค่ะ อันนี้ซีกซ้าย จะเห็นว่าแชนเดอเลียที่มุมด้านหลังโน้นเป็นบัวแก้วที่ห้อยมาจากตัวมังกรค่ะ  มองลงไปตรงใกล้ๆ หน้าต่างจะเห็น Pedestral lamp หรือตะเกียงเสาสีน้ำเงินหัวบัวค่ะ เป็นดีไซน์ของคุณโรเบิร์ต โจนส์ซึ่งออกแบบห้องนี้เช่นกัน จี๊ดจ๊าดมากในยุคนั้นเลยนะคะ มันจี๊ดตรงไหน...เพราะนอกจากดีไซน์ผสมผสานระหว่างจีน (มังกรทองกับบัวแก้ว) กับอินเดีย (ลายที่ประดับเสา) แล้ว วัสดุที่ใช้ยังจ้าง Spode ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องจานชามเซรามิคเก่าแก่ชื่อดังของอังกฤษมาทำให้ด้วยค่ะ ตรงสีน้ำเงินคือเซรามิคของ Spode นะคะ ที่เลื้อยขึ้นไปเกาะฐานบัวแก้วคือมังกรชุบสีทองค่ะ
 
 
 ซีกขวาบ้าง ด้านบนจะเห็นมังกรจีนขดไปมาเหมือนงูแต่หน้าฝรั่งและปีกค้างคาวค่ะ เดาว่ามังกรที่ปรากฏในนิทานฝรั่งยุคหลังๆ คงก็อปมาจากมังกรจีนแต่ปรับให้มันคล้ายไดโนเสาร์หน่อยน่ะค่ะ จากสัตว์มงคลของจีนเลยกลายเป็นตัวร้ายในนิทานฝรั่งเฉยเลย บนผนังจะมีภาพวาดคนจีนซึ่งยืนด้วยท่าทางฝรั่งหน่อยๆ เทคนิคการวาดเป็นแบบฝรั่งค่ะแต่เสื้อผ้าหน้าผมจัดว่าคล้ายจีนต้นตำรับเลย น่าทึ่งมากเลยค่ะสำหรับศิลปินที่เห็นแต่รูปวาดแต่ไม่มีรูปถ่ายและไม่เคยไปจีนมาก่อน
 
 
  ชุดรับแขกก็เป็นเครื่องเงินหมดนะคะ หน้าตาเหมือนโต๊ะจีนบ้านเราค่ะคือพวกฝาครอบจานอาหารก็ต้องมีมังกร ดูคลาสสิคเลยทีเดียวค่ะ
 
ครัวของที่นี่เรียก The Great Kichen เลยนะคะเพราะเป็นครัวที่ไฮเทคมากในยุคนั้น มีการเจาะช่องหน้าต่างไว้ใกล้เพดานเพื่อระบายอากาศค่ะ (สมัยนั้นไม่มีใครทำ อย่ามากก็มีปล่องไฟระบายควันที่เตาแค่นั้นค่ะ) อุปกรณ์ที่ใช้ก็ทำจากทองแดง ตรงกลางมีโต๊ะใหญ่ให้สามรถจัดจานได้ทีละ 60 จานเลยค่ะ (ใหญ่มาก) เขียงวงรีที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะยาวสองโต๊ะเห็นว่าเป็นของที่ใช้จริงสมัยก่อนค่ะ ภาพข้างล่างตรงข้างๆ หมูก็คือเตาย่างหมุนๆ ค่ะ
 
 
(ภาพจาก www.heritageexplorer.org.uk)
 
เขาจัดให้เห็นเครื่องปรุงสมัยนั้นด้วย ก็มีนก (สมัยนั้นรู้สึกยังไม่เลี้ยงไก่นะคะ ต้องล่านกมาทำอาหารค่ะ) ปลา ห่าน พวกนกจะย่างใน Smokejack หรือเตาย่างแบบไก่หมุนบ้านเราค่ะ ถือเป็นนวัตกรรมที่อลังการงานสร้างในยุคนั้นมากเพราะไม่เคยมีใครคิดว่าจะเอารางเหล็กมาวางแล้วเสียบไก่ทีละหลายๆ ตัวย่างได้ในครั้งเดียว เรียกว่าเป็นต้นกำเนิดไก่หมุนก็ไม่ผิดค่ะ
 
 
(ภาพจาก commons.wikimedia.org)
 
ครัวอลังการขนาดนี้เดาได้ใช่มั้ยคะว่างานเลี้ยงและอาหารของ Royal Pavillion ต้องเอกอุที่สุดในยุคนั้นแน่ ใช่แล้วค่ะ คิงจอร์จที่ 4 จ้างกุ๊กมือเทพที่สุดในยุโรปมาค่ะ เมนูที่ใช้ในงานเลี้ยงตอนนั้นปัจจุบันมีพิมพ์จำหน่ายเป็นหนังสือด้วยนะคะชื่อ Regency Recipes ขายในร้านของที่ระลึกเล่มละ 3.99 ปอนด์ หาแล้วไม่มีที่อื่นเลยค่ะ เสียดายจัง..น่าจะซื้อมาด้วย อาหารในตอนนั้นเรียกว่าเป็นต้นตำรับอาหารฮ่องเต้ของอังกฤษในยุคสองร้อยปีก่อนเลยค่ะ หรือถ้าใครอยากสัมผันบรรยากาศงานเลี้ยงหรู เขามีบริการห้องจัดเลี้ยงและจัดงานแต่งงานด้วยนะคะ แต่ไม่ได้อยู่ในโซนจัดแสดงค่ะ
 
ที่จริงถัดไปห้องต่อไปจะเป็นพวกห้องดนตรีกับ The Saloon ที่มีเพดานโค้งวาดเป็นท้องฟ้าสวยค่ะแต่ไม่มีรูปแฮะ จุดเด่นคือ couch หรือเก้าอี้ยาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือของอียิปต์ค่ะ งามแต๊ๆ
 
ถัดไปอีกคือ The Music Room ค่ะ เป็นห้องดนตรีที่เขาให้เรานั่งลงและมองดูรอบๆ ค่ะ ผนังแดงแจ๊ดสลับลายสีทองนะคะ ออกแบบโดยคุณเฟเดอริค เครซค่ะ ห้องนี้บูรณะใหม่หลังจากโดนวางเพลิงเมื่อปี 1975 และโดนพายุถล่มเมื่อปี 1987 นะคะ แชนเดอเลียเป็นรูปบัวแก้วงามมากค่ะ
 
(ภาพจาก www.europe.org.uk)
 
ฟังจากออดิโอ้เขาบอกว่า "พรม" ห้องนี้จ๊าบค่ะ ก่อนเดินเข้าห้องจะมีป้ายบอกให้ถอดรองเท้าถ้าใครใส่ส้นสูง ทีแรกคิดว่าเพราะเขากลัวส้นไปเกี่ยวพรมพังแต่พอฟังไปเรื่อยๆ สงสัยจะไม่ใช่แฮะ ที่เห็นเป็นพรมที่ทำจำลองของเดิมนะคะ เดิมเนี่ยเป็นพรมทอมือที่หนามากค่ะ ของจำลองขนาดทำหนาแค่ครึ่งเดียวของของจริง เดินไปยังรู้สึกเลยค่ะว่า "หนาโคตรๆ!" สาวๆ สมัยก่อนที่ต้องมาเต้นรำในห้องนี้ด้วยรองเท้าส้นสูงจะเกิดอะไรขึ้น...ก็มักจะล้มกระโปรงเปิดน่ะค่า เห็นว่าช่วยสร้างสีสันให้งานเลี้ยงได้เยอะเลย ตงลงคิงแกเอาเงินไปจ้างทอพรมแพงๆ เพื่อการนี้ใช่มั้ยเนี่ย...
 
เดินมาจนครบชั้นล่างก็แวะพักดื่มน้ำชาใน Queen Adalaide Tearoom ค่ะ มีชุดน้ำชายามบ่ายและขนมไม่แพงนะคะ
 
 
เดินออกมาที่ระเีบียงก็จะเห็นฝรั่งนั่งดื่มชาตากแดดกันเป็นทิว ระเบียงนี้เป็นระเบียงเก่า ออกมาได้ทีละไม่เกิน 30 คนค่ะ มองลงไปก็จะเห็น museum ข้างล่าง
 
 
หันขึ้นไปก็จะเห็นยอดโดมค่ะ 
 
 
 ดูบรรดาห้องนอนและห้องอื่นๆ เสร็จ เหล่าสหายก็แวะซื้อโปสการ์ดเป็นที่ระลึกพอหอมปากหอมคอค่ะ เราก็ออกมาชมสวนกันต่อ มีประตูสไตล์จีนบวกแขกอยู่ตรงทางเข้าด้วยค่ะ
 
 
ดอกไม้ต้นไม้งามแต๊ๆ
 
 
ยังมีปิดซ่อมอยู่บางส่วนนะคะ พาวิลเลี่ยนนี่ขายต่อในสมัยควีนวิคตอเรียซึ่งเป็นหลานของคิงจอร์จที่ 4 ค่ะเนื่องจากห่างไกลผู้คนเกินไปแล้ว บ้านยังเล็กไม่เหมาะกับครอบครัวลูกเยอะค่ะ ก็เลยไม่ได้เป็นพระราชวังแล้วนะคะเพราะไม่ได้เป็นของหลวงแล้ว
 
 
ดอกไม้สวยๆ อีกซักหน่อย
 
 
แก็งทัวร์อยากเห็นด้านหน้าที่ไม่มีสวนก็เลยเดินอ้อมมาชมค่ะ บริเวณนี้เห็นพาวิลเลี่ยนได้ยาวไม่มีอะไรบังเลยนะคะ
 
 
จากแรกสุดเป็นบ้านไร่ในฟาร์มธรรมดา แต่งไปแต่งมากลายเป็นแบบนี้เฉยเลย
 
 
เป็นเมืองที่ฟ้าใสและสวยเวอร์ๆ ค่ะ
 
 
แก็งเรามุ่งหน้าต่อไปทางทะเล ระหว่างเดินก็ได้ยินเสียนกทะเลร้องเป็นระยะ โอ้...นกทะเลตัวเหมือนเป็ด (ใหญ่มาก) ที่สวนน้ำพุก็จะมีนกมาเฟียเจ้าถิ่นเดินไปเดินมาคอยคุมค่ะ ใครนั่งกินอาหารอยู่แล้วเผลอมันอาจเข้าไปแย่งมากินได้ 
 
ในที่สุดพลพรรคนักเที่ยวก็เดินมาถึงทะเลค่ะ เป็นหาดหินนะคะ และมีสะพานปลาคล้ายๆ ท่าเรือน้ำลึกยื่นยาวออกไปในทะเล (ยาวมาก) ท่าเรือตอนนี้ไม่ได้ใช้งานแล้วค่ะ ทำเป็นสวนสนุกไปซะแล้ว
 
 
บนหาดก็จะมีบริการเก้าอี้ชายหาดให้เช่าค่ะ แต่อากาศมันหนาวมาก ลมเย็นเจี๊ยบๆ นั่งแป๊บเดียวอาจแข็งตายได้ค่ะ
 
 
มองจากท่าเรือย้อนไปที่เมืองก็จะเป็นเมืองทอดยาวเลยค่ะ ตรงนู้นจะมีท่าเรืออีกท่าซึ่งจะเป็นที่ตั้งของ the Marina ที่มีท่าจอดเรือยอร์ชนะคะ
 
สวนสนุกก็ต้องมีม้าหมุนค่ะ ตอนนี้ฟ้าเริ่มครึ้มจนคณะทัวร์ใจเสีย โชคดีที่ฝนไม่ตกค่ะ แป๊บเดียวฟ้าก็ใสเหมือนเดิม เห็นซากโครงดำๆด้านขวาของภาพไหมคะ
 
 
นั่นคือซากของ the West pier ค่ะ สร้างขึ้นในปี 1866 และปิดไปเมื่อปี 1975 เพื่อตกแต่งใหม่ ท่าเรือตะวันตกตรงนั้นต้องการทำเป็น The Royal Suspension Pier หรือสะพานปลาแบบแขวนน่ะค่ะ ท่าเรือนี้เดิมถือเป็นหนึ่งในสองท่าเรือที่จัดอยู่ในกลุ่มสถาปัตยะกรรม Grade I (คือมีดีไซน์โดดเด่นและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์) ระหว่างนั้นก็ยังเิปิดให้ทัวร์ไปชมได้จนกระทั่งปลายปี 2002 ทางเดินเชื่อมระหว่าง concert hall (ตรงกลาง pier) กับ pavillion (ตรงปลาย pier) ก็โดนพายุพัดจนร่วงลงทะเลค่ะ ต้นปี 2003 คอนเสิร์ตฮอลล์ก็ทรุดหนักขึ้น และเมื่อเดือนมีนาคม 2003  พาวิลเลี่ยนปลาย pier ก็ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซากที่เราเห็นนี่ล่ะค่ะ นี่คือภาพเดิมก่อนโดนไฟไหม้ค่ะ ตรงกลางคนเป็นคอนเสิร์ตฮอลล์ ไกลๆ นู่นคือพาวิลเลียน
 
(ภาพจากวิกิมีเดีย)
 
รถดับเพลิงเข้าไปดับไฟไม่ได้นะคะเพราะทางเชื่อมมันโดนพายุถล่มไปแล้ว  พอกลางปี 2003 ก็โดนไฟไหม้อีกรอบค่ะ ทีนี่คอนเสิร์ตฮอลล์ที่ยังเหลือก็เลยถล่มลงไปอีก พอปี 2004 เจอพายุอีกรอบ คอนเสิร์ตฮอลล์ตรงกลาง pier เลยหายวับไปเลยค่ะ เหลือแต่ซากพาวิลเลี่ยนตั้งอยู่กับ little white hut ซึ่งพายุก็พัดหายไปในปลายปี 2005 และสุดท้ายก็เหลือแต่เสาอย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ เฮ้อ...น่าเสียดายจริงๆ
 
เห็นภาพม้าหมุนริมทะเลแล้วนึกถึงการ์ตูน Higashi no Eden ฉากยิงสกัดมิซไซล์ในตอนสุดท้ายที่มีเพลง the King has come บรรเลงค่ะ ฉากในการ์ตูนคือภาพข้างล่างนี้นะคะ ไม่รู้คนออกแบบฉากการ์ตูนได้แรงบันดาลใจมาจากไบรท์ตันหรือเปล่า แต่ทั้งท้องฟ้า ทะเล และม้าหมุน ให้อารมณ์เหมือนกันมากเลยค่ะ
 
 
(ภาพจาก phinano.wordpress.com)
 
 ตกเที่ยงเหล่าทัวร์ก็หิวกันท้องกิ่ว เราเลยไปซื้อ cod and chips ที่หน้าท่าเรือมานั่งกินตากลมหนาวๆ กันค่ะ กินไปสั่นไป ปลาค็อดทอดใหม่ๆ จืดดีค่ะ (ลืมโรยเกลือ) แต่ทอดใหม่ๆ อร่อยมาก ส่วน chips หรือมันฝรั่งทอดของที่นี่ต้องรดด้วย vinegar หอมๆ นะคะ โรยเกลืออีกนิดก็แจ่มเลย แต่เราชาวไทยยังคงภักดีกับซอสมะเขือเทศเลยบีบเพิ่มมาหน่อยค่ะ
 
อิ่มท้องก็เดินนวยนาดไปกันต่อ เพิ่งสังเกตว่าบนพื้นสะพานปลาที่ทำจากไม้ ตรงริมๆ จะเป็นไม้ซี่ห่างๆ นะคะ ตรงกลางปูแผ่นอลูมิเนียมอย่างที่เห็นค่ะ บางส่วนถ้าไม่ปูก็จะเป็นไม้วางให้ถี่ๆ ค่ะ เดาได้ไหมคะว่าเอาไว้เพื่ออะไร
 
 
แต่นแต๊น...เอาไว้ให้รถเข็นเด็กและรถสำหรับผู้พิการแล่นนั่นเองค่ะ ที่นี่เขามี facilities สำหรับรถเข็นเด็กและคนพิการทุกที่เลยค่ะ เวลาพาลูกไปไหนเลยไม่ต้องอุ้มกระเตงให้เมื่อย ใช้รถเข็นได้เลยค่ะ
 
สถานีต่อไปเราก็นวยนาดไปที่รถไฟฟ้าโบราณกันค่ะ นี่คื Volks' Electric Railway เป็นรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและยังวิ่งได้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค่ะ! (แรกสุดต้องของ Lichterfelde สร้างในปี 1881 แต่ตอนนี้ไม่ได้วิ่งแล้ว) วิ่งริมหาดสั้นๆ จนถึง Black Rock นะคะ แต่ปัจจุบันเปิดวิ่งไปถึงแค่ the Marina ซึ่งมีรีสอร์ท, ท่าจอดเรือยอร์ช, และช็อปปิ้งอาร์เคดค่ะ ไม่ห่างจาก Black Rock เท่าไหร่
 
 
ชาวทัวร์ก็ซื้อตั๋วเข้าไปแล้วนั่งรอค่ะ มีทั้งหมด 3 ป้ายคือที่นี่, Half Way station และปลายทางที่ Marina ค่ะ รถไฟฟ้ามี 2 ขบวนหวานเย็นซึ่งจะมาสับรางกันที่ฮาล์ฟเวย์สเตชั่นพอดี
 
 
รถเขาก็กระจุ๋มกระจิ๋มอย่างนี้นะคะ เวลาวิ่งก็หวานเย็นไปเรื่อยๆ ให้บรรยากาศของขุนน้ำขุนนางที่มาตากอากาศสมัยเกือบสองร้อยปีก่อนเลยค่ะ
 
ชาวทัวร์กระโดดลงที่ the Marina ด้วยอาการขาลากหน่อยๆ และหนาวจับจิต เรามุ่งต่อไปดูเรือยอร์ชซึ่งจอดเรียงรายสวยงามเช่นนี้ล่ะค่ะ
 
 
  พวกนี้ไม่มีตังค์ซื้อรถรึไงถึงได้มาซื้อเรือกันแทน (ไม่เกี่ยว)  นี่ก็คือโรงเก็บเรือของเหล่าเศรษฐีน่ะค่ะ ซื้อเรือมาแล้วยังต้องมาเสียค่าที่จอดและค่าบำรุงรักษาอีก ไม่รักจริงทำไม่ได้นะคะเนี่ย
 
 
บนฝั่งก็เป็นรีสอร์ตดูหรูหราไฮโซค่ะ
 
ที่จริงแก็งทัวร์ของเราซื้อตั๋วไปกลับของรถไฟหวานเย็นไว้แต่คณะทัวร์เดินไม่ไหวแล้ว เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนนั่งรถเมล์ไปสถานีรถไฟกันแทนค่ะเพราะขืนขึ้นรถหวานเย็นกลับไปแล้วเดินขึ้นเขาจากหาดไปสถานีรถไฟ เราอาจตายกันกลางทางได้ คณะทัวร์เลยตัดสินใจขึ้นรถเมล์ไปสถานีรถไฟด้วยราคา 1.8 ปอนด์ค่ะ สาย 21 นะคะ
 
 
คนขับใจดีมากบอกว่าคันอื่นเร็วกว่านา สายนี้ไปสุดทางที่สถานีรถไฟมันเลยวิ่งอ้อมเมือง แต่คณะทัวร์ขี้เกียจเปลี่ยนคันเลยบอกว่าเราจะนั่งชมเมืองกัน เป็นอุบัติเหตุการท่องเที่ยวที่กลายเป็นดีค่ะเพราะทำให้เราได้นั่งรถชมเมืองโดยไม่ต้องเดินขาลาก 
 
 
รถเมล์สาย 21 พาเราอ้อมโลกาขึ้นไปถึงท้ายเมือง (เห็นถนนเชื่อมไปเมืองอื่นแล้วค่ะ) ลัดเลาะซอกซอยเจอบ้านน่ารักมากมาย จังหวะที่ขึ้นไปท้ายเมืองซึ่งอยู่บนยอดเขา มองลงมาจะเห็นบ้านเรียงเป็นทิวอยู่ตามแนวสันเขาซึ่งเหมือนแอ่งกะทะไหลลงทะเล ค่ะ เป็นหุบเขาติดทะเลที่สวยมาก! อันนี้ยังถ่ายรูปไม่เห็นทะเลค่ะ ถ้าเป็นมุมที่เห็นทะเลด้วยจะสวยจนบรรยายไม่ถูกเลย เป็นมุมที่ขึ้นรถไฟมาจะไม่เห็นนะคะ
 
 
เห็นโบสถ์อะไรซักอย่างในเมืองค่ะ สวยดีก็เลยเก็บภาพมาด้วย
 
แล้วคณะทัวร์ก็แลนดิ้งที่สถานีรถไฟค่ะ
 
 
ภายในก็เป็นสถาปัตกรรมโครงเหล็กงามๆ แบบนี้ล่ะค่ะ  มีนาฬิกาเรือนยักษ์แขวนอยู่ดูย้อนยุคมากๆ
 
 
คณะทัวร์ก็งัดเอาโปสการ์ดที่ซื้อออกมาและเดินไปซื้อแสตมป์ที่ WH Smith ค่ะ น้องชาวทัวร์บอกว่าค่าส่งโปสการ์ดกลับไทยคือ 62p นะคะ
 
 
ตู้นี้อยู่ที่สถานีนะคะ เขาเรียกว่า Posting slot (หรือ wall mounted post box) เพราะเจาะช่องฝังอยู่ในผนังค่ะ ดีไซน์แบบนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1850s เนื่องจากบางพื้นที่ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลและไม่ค่อยมีคนส่งจ.ม.มาก เพื่อให้ดูแลรักษาไม่ยากและไม่เกะกะก็เลยฝังในผนังปูนไม่ก็อิฐอย่างที่เห็น นี่ล่ะค่ะ
 
ทุกคนก็หย่อนลงตู้ไปรษณีย์เว้นตัวเองที่ไม่ได้ซื้อ โปสการ์ดและขี้เกียจส่งค่ะ (มันเขินนี่นา) ขนาดรูปเรายังไม่ถ่ายรูปตัวเองเลย เค้าเขินหลายๆ แต่แนะนำว่าถ้าใครไปเที่ยว อย่าลืมพกแสตมป์ราคา 62p ติดตัวไว้นะคะ ซื้อโปสการ์ดจากที่นั่นแล้วแปะแสตมป์ส่งกลับบ้านที่ไทยได้เลยล่ะ กลับมาก็จะได้มีโปสการ์ดจากสถานที่ที่เราไปเที่ยวช่วยให้ระลึกถึงค่ะ
 
เป็นอันจบทัว Brighton พลพรรคก็กลับมาดินเนอร์กันต่อที่ The Princess ร้านอาหารไทยซึ่งมีอาหารเหนืออร่อยๆ ตรง Earl's court ใกล้บ้านค่ะ พี่จี๊ดเจ้าของร้านน่ารักมั่กๆ จัดร้านแบบสไตล์เหนือเลยนะคะ เราก็ลุยสั่งน้ำพริกหนุ่ม, แกงผักกาดแม้วไก่บ้าน, หมูทอดเชียงใหม่, และไส้อั่วมาแกล้มข้าวเหนียวล้างฟิชแอนด์ชิปเมื่อกลางวันค่ะ ปิดท้ายด้วยไอศกรีมกะทิที่ทำจากน้ำมะพร้าวสดวางคู่ข้าวต้มมัด บัตรนักเรียนได้ลด 10% ด้วยนะคะ อิ่มเอมเปรมปรีด์ก็แยกย้ายกลับบ้านค่ะ อ้อ! หอเดียวกันนี่นา...กลับบ้านนอนสลบเรียบร้อยค่ะ
 
ทัวร์หน้าจะพาเที่ยว Victoria&Albert museum (V&A museum) ซึ่งเพื่อนบอกว่าดู 15 นาทีก็หมดละ ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ที่ตัวเองไปดูเมื่อไม่กี่วันก่อนแทบอยากจะนอนค้างในพิพิธภัณฑ์ค่ะ! ดูไปสี่ชั่วโมงยังไม่หนำใจด้วยซ้ำ ไอ้ที่ดู 15 นาทีเสร็จเขาดูอะไรเนี่ย! คิดเองว่าคงต้องดูซัก 2 วันเลยล่ะค่ะถึงจะหนำใจ (ตามประสาพวกชอบของแอนทีค) แต่ต้องรอต้นเดือนกันยายนก่อนค่ะเพราะห้องเซรามิคเขาปิดซ่อมอยู่จะเปิดช่วง นั้น ที่นี่เป็น 1 ใน 2 พิพิธภัณฑ์ที่มีเครื่องเซรามิคเยอะที่สุดในลอนดอนค่ะ (อีกที่คือบริติชมิวเซี่ยมซึ่งเคยรีวิวไว้แล้วแต่จะเป็นของเก่าก่อนศตวรรษ ที่ 14 ถ้ายุคหลังๆ ต้องมา V&A museum ค่ะ)
 
พบกันทัวร์หน้าค่า ^^

edit @ 31 Aug 2009 14:13:50 by Pippa in UK